Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman

ซีรี่ส์ชิมขนมหวานเรื่องนี้มีความยาวตอนละ 24 นาที เป็นงานสร้างร่วมระหว่าง TV Tokyo และ Netflix ที่จบไปแล้ว 1 ซีซั่น(มีทั้งหมด 12 ตอน) ไม่แปลกใจแต่อย่างที่มันดัดแปลงจากมังงะ Saboriman Ametani Kantarou เขียนโดย เทนเซ ฮากิวาระ และ อิโนอุเอะ เอบีดี ที่ตีพิมพ์เมื่อปี ค.ศ.2014

คันทาโร่ เซลล์แมนนักชิมของหวาน
คันทาโร่ เซลล์แมนนักชิมของหวาน มังงะ
ภายนอก อาเมทานิ คันทาโร่ เหมือนเป็นคนเจ้ากฎระเบียบ มากหลักการ ขยันทำงาน เขาลาออกจากวิศวกรมาเป็นเซลส์ขายหนังสือให้กับสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง และทำการปิดการขายได้รวดเร็วตามเป้าจนหัวหน้า และพนักงานคนจำนวนไม่น้อยทึ่ง โดยหารู้ไม่ว่าในระหว่างทำงานนั้นชายบุคลิกคงแก่เรียน สีหน้าจริงจังอย่างเขาจะคำนวณเวลาเพื่อให้เผื่อไว้สำหรับไปร้านขนมหวานมีชื่อต่างๆ ในญี่ปุ่น

รีวิว Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman – คนบ้าขนมจอมรีแอ๊คชั่น 1

หากซีรี่ส์ในกลุ่มอาหารมีแนวทางของตน เช่น Solitary Gourmet ขายความเรียบง่าย สัมผัสได้ถึงบรรยากาศจริง, Midnight Diner ขายเรื่องราวของผู้คน, งานชิ้นนี้ก็เน้นการขยายสไตล์เพื่อให้สร้างฉากการกินขนมหวานทั้งหลายให้เปลี่ยนเป็นอาหารตาแก่ผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นฉากการราดน้ำเชื่อมลงบนขนมอันมิตสึ (ขนมทำจากวุ้น ถั่วแดง โมจิ ผลไม้สด และไอศกรีม) ภาพจะตัดให้เราเห็นน้ำเชื่อมเป็นประกายราดรดตัวของคันทาโร่ในชุดขาวเหมือนกับประหนึ่งว่านี่คือพิธีกรรมอันศักดิ์สิทธิ์, ขณะดื่มด่ำกับรสชาติของเมล่อนในคากิโงริ(ขนมหวานน้ำแข็งใส) หัวของเขาก็เปลี่ยนเป็นลูกเมล่อนลูกโต เพลิดเพลินไปกับจินตนาการได้เดินเที่ยวเล่นในสวนร่มรื่นกับสาวเมล่อนอีกคนหนึ่ง , หรือเมื่อสัมผัสได้ถึงความเย็นฉ่ำของขนมหวานนั้น ภาพของคันทาโร่คือร่างของตนถูกน้ำเย็นจัดซัดเต็มกำลัง

รีวิว Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman – คนบ้าขนมจอมรีแอ๊คชั่น 2

แต่ละตอนของซีรี่ส์พิถีพิถันกับการถ่ายภาพเพื่อให้ให้ขนมหวานนั้นดูสวยงามชุ่มฉ่ำ นุ่มนวลสดใหม่น่ากิน รวมทั้งสรรหาการสร้างสไตล์ใหม่ๆเพื่อให้ให้เห็นถึงรสชาติที่แตกต่างของขนมหวานรสเลิศนั้น โดยอิงอิทธิพลจากทั้งงานมิวสิควิดีโอ, อนิเมะ, เซ็นไต หรือขบวนการห้าสี, ละครน้ำเน่า, ละครเพลง ไปจนถึงหนังไซไฟที่การกินของคันทาโร่ จินตนาการเลยเถิดเช่นเดียวกันกับบินออกไปนอกเอกภพอันเวิ้งว้าง โดยมีเอกลักษณ์ที่เมื่อกินขนมอะไรก็แล้วแต่ก็ตามไม่ว่าจะเป็น พาร์เฟ่ต์, มองบลังค์, พุดดิ้ง จะตามด้วยคำพูดติดปากอันเป็นเอกลักษณ์ว่า “มีเพียงสวรรค์แห่งขนมเท่านั้นที่รู้” และเมื่อได้สัมผัสลองลิ้มจนถึงแก่กำซาบรส ความฟินจนตาเหลือกลานจะปรากฎบนใบหน้าของเขา

รีวิว Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman – คนบ้าขนมจอมรีแอ๊คชั่น 3

รีวิว Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman – คนบ้าขนมจอมรีแอ๊คชั่น 4

กล่าวได้ว่าถ้าใครต้องการฟินไปพร้อมกับรีแอ๊คชั่นดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในแง่ฉากอาหารตา Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman สอบผ่านทุกประการในการเรียกร้องความสนใจให้กับขนมประเภทต่างๆ ในแต่ละตอน แถมร้านขนมหวานที่ไปชิมนั้นก็มีอยู่จริงๆ ตามที่ดินที่ตัวเอกไปตระเวณทำงาน

แต่ก็เชื่อแน่ว่าการได้ดูหน้าเนิร์ดๆ ของตัวเอกซึ่งเน้นฉากการกินขนมหวานไปเกินครึ่งนั้นอาจไม่ใช่เรื่องรื่นรมย์สำหรับบางคนแน่ๆ ผู้สร้างจึงต้องสร้างตัวเอกเพิ่มให้เป็นอาหารตาอย่าง อิชิคาวะ เรน ผู้แสดงสาวสวยที่มีผลงานถ่ายแบบและชุดว่ายน้ำให้มารับบท โดบาชิ ข้างการตลาดออนไลน์ที่ทำงานในสำนักพิมพ์เดียวกัน และเป็นเพียงพนักงานคนเดียวที่สันนิษฐานว่าคันทาโร่แอบไปกินขนมหวานระหว่างทำงาน และเขียนบล็อกในชื่อ “อัศวินขนมหวาน” อยู่ตลอด บ่อยครั้งคุณก็ไปปรากฎเป็นฉากแฟนตาซีในจินตนาการระหว่างการกินขนมของเขา

รีวิว Kantaro: The Sweet Tooth Salaryman – คนบ้าขนมจอมรีแอ๊คชั่น 5

แต่ปัญหาจริงๆ ของงานชิ้นนี้ก็มาจากความพยายามให้มันมีเนื้อเรื่องเดินหน้าบ้างนี่เอง เมื่อเวลาผ่านไปความพยายามเล่นกับสไตล์อย่างหนักหน่วงของมันก็จะทำให้เราเกิดเบื่อได้มากกว่าความเรียบง่าย และยังพบว่าเนื้อเรื่อง ของมันเดินหน้าช้าเหลือเกิน ผิดกับซีรี่ส์ที่เป็นลักษณะจบในตอนแบบ Solitary Gourmet ที่คนดูไม่ได้คาดหวังอะไรที่ตรงนั้น และสามารถดูได้เรื่อยๆ มากกว่า

สำหรับในซีซั่นแรกคงไม่เท่าไหร่ แต่ลองจินตนาการว่าถ้าซีรี่ส์ชุดนี้ได้ทำต่อเนื่องอีกหลายซีซั่น แต่เนื้อเรื่องยังไม่มีอะไรคืบหน้า แผลดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นก็จะยิ่งเห็นชัด รวมไปถึงตัวขนมที่กินเองก็จะเริ่มมีลักษณะซ้ำๆ ที่บรรยายหรือสร้างสไตล์ได้ยากขึ้นแน่ๆ เพราะแค่ซีซั่นแรก คนทั่วไปที่ไม่ใช่คอขนมหวานก็จะรู้สึกได้ว่ามีขนมที่หน้าตาเหมือนคลึงกันไม่น้อยแล้ว

แต่ทั้งหมดที่กล่าวมาเชื่อว่านักชิมคนไม่ใช่น้อยยอมมองผ่าน และฟินไปกับรีแอ๊คชั่นที่ซีรี่ส์นี้บรรจงสร้างสรรค์ และเรียกเสียงหัวเราะได้อย่างเพลิดเพลินเป็นแน่

Ozark Season 3

ภายหลังที่ครอบครัวเบิร์ดต้องหาทางดิ้นรนเอาตัวรอดจากแก๊งค์ค้ายาด้วยการฟอกเงิน และสร้างธุรกิจคาสิโนขึ้นมา แปลงเป็นว่าคนที่ถลำลึกลงไปไม่ใช่มาร์ตี้ แต่เป็นเวนดี้ เมียของเขา ซึ่งในซีซั่นที่แล้ว มีพัฒนาการตัวละครที่ชวนให้ทุกคนตะลึงหลายๆ อย่าง ทั้งๆ ที่มาร์ตี้เป็นข้างที่ต้องการจะหนีออกจากตรงนี้ทุกอย่าง มาในซีซั่นนี้ จะเป็นเหตุการณ์หลังจากเปิดคาสิโนได้ 6 เดือน การดำเนินธุรกิจการฟอกเงินก็ดำเนินไปเรื่อยๆ จนมาถึงเหตุการณ์ความวุ่นวายครั้งใหม่ เมื่อหัวหน้าของพวกเขา แก๊งค์นาร์วาโร กำลังทำสงครามกับแก๊งค์คู่แข่งอื่นอยู่ ทำให้ครอบครัวเบิร์ดต้องถูกบีบคั้นให้ฟอกเงินก้อนโตอีกรอบ แต่ก็ทำได้ไม่สะดวกนักเมื่อ FBI ก็ได้เผ่านาพิจารณากิจการ หายใจรดต้นคอเพื่อให้หาทางเอาผิดให้ได้

รีวิว Ozark Season 3 สานต่อความหายนะครั้งใหม่ เผชิญหน้ากับบอสใหญ่นาร์วาโร 1ในซีซั่นที่ 3 นี้ ได้ขยายสเกลเนื้อเรื่องขึ้นอีกในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการขยับขยายกิจการคาสิโน ที่ต้องหาทางสายเทาๆ เข้าไปพัวพันกับแก๊งค์ผู้มีอิทธิพล เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการฟอกเงิน เพราะว่าครอบครัวเบิร์ดเองเป็นผู้มีส่วนร่วมรู้เห็นในการฟอกเงินคราวนี้ทุกคน ไม่เว้นแม้แต่พวกลูกๆ ซึ่งในซีซั่นที่แล้ว เวนดี้มีบทเด่นมากในเรื่องการเมือง ในคราวนี้คุณจะเผ่านามีหน้าที่ในการสนทนาธุรกิจมากขึ้นเมื่อคุณได้สนิทกับเฮเลน ทนายคนโปรดของนาร์วาโร และทางแก๊งค์ที่อยู่ระหว่างสงคราม ต้องการหาแหล่งรายได้ใหม่ที่ถูกกฏหมาย ก็เป็นหน้าที่ของเวนดี้ที่ควรต้องจัดการเรื่องพวกนี้ เพื่อให้ที่พวกเขาจะได้ฟอกเงินและรอดจากการถูกฆ่า

 

รีวิว Ozark Season 3 สานต่อความหายนะครั้งใหม่ เผชิญหน้ากับบอสใหญ่นาร์วาโร 2แต่ความเห็นของเวนดี้ และมาร์ตี้ ไม่ลงรอยกันเสียเท่าไหร่ เราจะเห็นได้ตั้งแต่ซีซั่นที่แล้วว่า มาร์ตี้ พยายามจะหาทางหนีและเริ่มชีวิตใหม่ แต่เวนดี้เป็นคนที่กลับมาทำให้ทุกๆ อย่าง มันถลำลึกลงไป ซึ่งในซีซั่นนี้ มันยิ่งถลำลึกลงไปยิ่งกว่าเก่าเป็นอีกเท่าตัว เราจะได้เห็นฉากดราม่า เชือดเฉือนทั้งความรู้สึกระหว่างบทสนทนาของคู่สามีเมียเบิร์ดบ่อยมาก จนมันไปกระทบกับความเกี่ยวเนื่องของทั้งสอง

รีวิว Ozark Season 3 สานต่อความหายนะครั้งใหม่ เผชิญหน้ากับบอสใหญ่นาร์วาโร 3มีตัวละครใหม่เผ่านาสร้างสีสันให้เรื่องราว จากที่เดาทิศทางยากอยู่แล้ว ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ เมื่อน้องชายแท้ๆ ของเวนดี้ เบนจามิน ได้ลี้ภัยหลบหนีคดีมาพักกับครอบครัวเบิร์ด ซึ่งตัวละครนี้มีปมพิเศษบางสิ่งบางอย่างนั่นก็คือ เขาเป็นโรคจิตเภท ไบโพลาร์ที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ ทำให้เขาเปลี่ยนเป็นระเบิดเวลาที่อาจจะระเบิดและสร้างความปั่นป่วนให้กับเนื้อเรื่องได้แบบชนิดที่ว่า ในเรื่องที่เดาได้ มันเดาไม่ได้ยิ่งขึ้นไปอีก และซีซั่นนี้เป็นนัดแรกที่ครอบครัวเบิร์ด จะเผชิญหน้ากับตัวบอสใหญ่ที่คอยบงการเขาอย่าง โอมาร์ นาร์วาโร

แม้ว่าเนื้อเรื่องหลายๆ อย่างจะเป็นการเล่าต่อจากภาคที่แล้ว แต่มีบางส่วนที่ตัวซีรีส์ กลับผ่านมันไปแล้วบอกผ่านบทพูดแทน ทั้งๆที่ตอนจบของซีซั่นที่ 2 อย่างการระเบิดออฟฟิศของเบิร์ด เพราะไปขัดแข้งขัดขากับแก๊งค์มาเฟียแคนซัส ก็ถูกผ่านไปเปลี่ยนเป็นว่าดีกันซะงั้น แต่ซีซั่นนี้ก็มีจุดแตกหักระหว่างตระกูลเบิร์ดกับมาเฟียนี้เหมือนกัน

การดำเนินเรื่องในซีซั่นนี้ จะให้ความเหมือนคลึงกับซีซั่น 1 อย่างมาก ซึ่งยังคงเน้นบทพูดต่างๆ และค่อยๆ เพิ่มความกดดันเกี่ยวกับสภาวะที่ตัวเอกต้องเจอภายในเรื่อง แต่หลายๆส่วนคิดว่าจะดรอปลงไปกว่าซีซั่นที่ 2 อยู่พอสมควร แทนที่ด้วยดราม่าที่เข้มข้นแทน เพราะว่าซีซั่นที่ 2 มีฉากที่เกี่ยวกับความเป็นความตายแทบจะทุกตอน แต่มาในซีซั่นนี้ความรู้สึกว่ามันน้อยลงกว่าเดิม

รีวิว Ozark Season 3 สานต่อความหายนะครั้งใหม่ เผชิญหน้ากับบอสใหญ่นาร์วาโร 4คุณงามความดีงามอีกอย่างในซีซั่นนี้ก็คือ รูธ แลงมัวร์ ที่ยังคงพัฒนาการตัวละครได้ดี ภายหลังที่คุณสูญเสียพ่อไป ดราม่าระหว่างคุณกับลูกพี่ลูกน้องของคุณก็ช่วยดำเนินเรื่องให้ไปในทางที่คาดไม่ถึงเหมือนกัน ทั้งเรื่องความรักต่างวัยแบบสุดๆ ที่ไม่คิดว่าเขาจะกล้าเล่าและนำเสนอออกมาในมุมนี้ และการกลับมามีหน้าที่ของ ดาร์ลีน แม่ม่ายเจ้าของไร่ฝิ่นที่ยังคงความบ้าเอาไว้

รีวิว Ozark Season 3 สานต่อความหายนะครั้งใหม่ เผชิญหน้ากับบอสใหญ่นาร์วาโร 5ดูเหมือนว่าซีซั่นนี้ จะ Back to Basic ไปในรูปแบบของซีซั่น 1 ที่เล่าเรื่องขยายต่อจากเดิม มีฉากกดดันประปราย แต่ทำให้เราเข้าใจตัวละครต่างๆ ได้มากขึ้น ทั้งสภาวะ อารมณ์ การตัดสินใจ และในซีซั่นนี้จะมีพัฒนาการตัวละครของมาร์ตี้ เบิร์ด ที่ในซีซั่นที่แล้วโดนบทของเมียแย่งเด่นไปหมด แต่คราวนี้เราจะไปเห็นถึงภูมิหลังบางสิ่งบางอย่างของเขาด้วย ทำให้เราเข้าใจตัวละครนี้มากยิ่งขึ้นไปอีก แต่บทของเวนดี้ก็ยังมีพัฒนาการและเป็นตัวหลักอีกตัวที่ยังทำให้เราคอยลุ้น เอาใจช่วย หรือสาปส่งแล้วแต่คนดูอีกตัวละครนึง

สรุปแล้ว ยังคงรักษามาตรฐานเอาไว้ได้ดีเหมือนเดิม แม้จะมีดรอปลงไปในบางส่วน เนิบนาบในบางช่วง แต่ก็ไม่ทำให้ความสนุกลดลง และด้วยเซอร์ไพรส์ในตอนจบที่ทำให้หวนนึกถึงตอนจบแบบซีซั่น 1 เป๊ะๆ ขอบอกเลยว่า ซีซั่น 4 คงจะเป็นอะไรที่คาดเดาไม่ได้ไปอีกยิ่งกว่าเดิม

เรื่องย่อ ยกกำลังรัก ฉบับคิมบ๊กจู (Weightlifting Fairy Kim Bok Joo) ตอนที่ 2

บ๊กจูแทบช็อคเมื่อรู้ว่าแจอีเป็นพี่น้องผู้พี่ของเพื่อให้นสมัยประถมที่คุณเคยช่วยชีวิตอย่าง "ชอง จุนฮยอง" เขาเป็นยอดนักกีฬาว่ายน้ำ ซ้ำยังเรียนที่วิทยาลัยเดียวกับคุณ ถึงแม้เขาจะทำสถิติในการฝึกซ้อมไม่แพ้สถิติของนักกีฬาทีมชาติ แต่หลังจากลงแข่งขันรายการใหญ่ตอนอายุ 17 แล้วทำฟาล์วในการปล่อยตัวจนถูกตัดสิทธิ์ (ออกตัวก่อนสัญญาณการปล่อยตัว) เขาก็เปลี่ยนเป็นโรคกลัวการเริ่มฟาล์ว (เป็นผลมาจากการมีแผลในใจ) จุนฮยองตั้งมาตรฐานผู้หญิงที่เขาจะออกเดทด้วยเอาไว้สูงและชอบคบแต่ผู้หญิงสวยๆ แค่นั้นครั้นเจอเพื่อให้นวัยเด็กอย่างบ๊กจูอีกรอบแล้วพบว่าคุณเป็นนักกีฬายกน้ำหนัก แต่ดันสมัครคอร์สลดน้ำหนักเพราะหลงรักเครือญาติของตน เขาจึงเห็นเป็นเรื่องตลกและชอบแกล้งคุณเพราะถือว่าตนกุมความลับคุณเอาไว้ แต่สุดท้ายกลับพบว่าตนเองตกหลุมรักบ๊กจูเข้าเต็มเปา

การมีความรักทำให้บ๊กจูตกอยู่ในสภาพการณ์ที่ยากลำบาก เพราะคุณมักใจลอย ไม่เป็นตัวของตนเอง และไม่มีสมาธิในการฝึกซ้อม คุณรู้ดีว่าหากมัวแต่เผลอใจให้ความรักและลดน้ำหนักต่อไปจะกระทบต่อเส้นทางอาชีพยกน้ำหนักและไม่สามารถทำฝันให้เป็นจริง แต่การหันหลังให้ความรักแล้วทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการฝึกซ้อมดังเดิมก็เป็นอะไรที่ยากเกินห้ามใจ สุดท้ายแล้วบ๊กจูจะรักษาความรักและเดินหน้าล่าฝันไปพร้อมกันได้ไหม ติดตามชมได้ใน "ยกกำลังรัก ฉบับคิมบ๊กจู" (Weightlifting Fairy Kim Bok Joo)

* เนื้อหาโดย luvasianseries / ภาพจากเอ็มบีซี 
รายชื่อผู้แสดง
ดาราหนังนำ
ลี ซองคยอง
รับบท คิม บ๊กจู 
นัม จูฮยอก
รับบท ชอง จุนฮยอง
คยอง ซูจิน
รับบท ซง ชีโฮ
ลี แจยุน
รับบท ชอง แจอี
ทีมยกน้ำหนัก
ลี จูยอง
รับบท ลี ซอนอก
โช ฮเยจอง
รับบท ชอง นานฮี
โอ อึยชิก
รับบท พัง อุนกี
ชเว มูซอง
รับบท ยูน ต็อกมาน
ชาง ยองนัม
รับบท ชเว ซองอึน
ทีมว่ายน้ำ
ชี อิลจู
รับบท โช แทควอน
ชเว อุง
รับบท คิม กีซอก
ทีมยิมนาสติกลีลา
เรย์ยาง
รับบท ซอง ยูฮี
ครอบครัวบ๊กจู
อัน คิลคัง
รับบท คิม ชางกอล
คัง กียอง
รับบท คิม แทโฮ
ครอบครัวจุนฮยอง
ชอง อินกี
รับบท พ่อจุนฮยอง (ความจริงแล้วเป็นลุง)
ลี จองอึน
รับบท แม่จุนฮยอง  (ความจริงแล้วเป็นป้า)

อื่นๆ
ยู ดาอิน
รับบท โก อายอง

เรื่อง ATM เออรัก เออเร่อ ภาคต่อ4

แบบหน้าด้านๆ คนอื่นดูออก จับได้ไล่ทันกันง่ายๆ    แป๊ด (แจ๊ค – เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ / แฟนฉัน) ไอ้ชายหนุ่มร่างอ้วน อาชีพขับรถสองแถว ชอบทำตัวอวดฉลาด ใจกล้า ปากเก่ง แต่ตัวจริงโง่ ปอดแหก ใจปลาซิว แต่ถ้าเป็นได้ก็จะไม่ยอมเสียฟอร์มง่าย ๆ โดยเฉพาะต่อหน้าไอ้ปื๊ด เป็นจอมคิดแผน แต่แผนที่วางชอบเป็นแผนโง่ๆ ที่มีรอยโหว่ให้คนจับได้ โกหกไม่เนียน มีพิรุธแล้วอาการออก แต่กะล่อนพอใช้ เลยพอเอาตัวรอดได้ดีมากยิ่งกว่าเจ๊อัม แถมถึงคราวคับขัน ยังโบ้ยขี้ให้เจ๊อัมรับผิดไปคนเดียวแบบหน้าด้าน ๆ และมีจุดอ่อนคือกลัวกบมากกกก…ปื๊ด (เอิร์ธ – ธวัช พรรัตนระเสริฐ / SuckSeed)  นับถือแป๊ดเป็นรุ่นพี่ ถ้ามีใครซักคนที่จะโง่กว่าไอ้แป๊ดก็คือปื๊ดนี่แหละ เป็นเด็กแว้น ไม่มีอาชีพชัดเจน งานหลักคือขี่มอไซต์พาก๊อบหนีท่องเที่ยวมีจ๊อบเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยการเป็นเบ๊ให้กับนักบอลทีมชลบุรีเอฟซี (รวมทั้งเป็นแมสคอตปลาฉลาม) รักก๊อบมาก อะไร ๆ ก็ขึ้นอยู่กับก๊อบ ก๊อบคือทุกสิ่ง รักจริงหวังแต่ง ดราม่าจัด ผิดหวังก็ผิดหวังร้ายแรง พูดจาเสี่ยวแดก แต่คิดว่าเท่  ก๊อบ (ฝน – ศนันธฉัตร  ธนพัฒน์พิศาล)  บุตรสาววัยรุ่นของเจ๊อัม เป็นสก๊อยเกิร์ล แร่ดแบบไม่น่ารังเกียจ เพราะแร่ดชัดเจน ไม่แอ๊บแบ๊ว ตรงไปตรงมา ชอบก็บอกว่าชอบ จริงใจกับความรู้สึกตัวเองแบบไม่แคร์ใคร (กระทั่งไอ้ปื๊ด) ชอบเสืออย่างออกหน้าออกตา และเป็นคนซื่อซะจนนำพาความซวยมาให้แม่อยู่เรื่อย ๆ จ่าแซม (แอนนา ชวนชื่น)   อดีตสามีของเจ๊อัม ที่ต้องเลิกกัน เพราะจ่าแกอยากรวย อยากเลี้ยงจระเข้ไว้ทำฟาร์ม แต่เมียทนอยู่กับจรเข้ด้วยไม่ไหว เลยขอแยกทาง ภายนอกดูใจร้อน โหดร้าย ชอบใช้ความร้ายแรงแก้ปัญหา แต่จริง ๆ เป็นคนจิตใจอ่อนโยน รักสัตว์ อดีตเคยเป็นตำรวจ ฉายา จ่าแซม นิ้วเหล็ก เพราะมีเอกลักษณ์คือชอบล้วงตูดผู้ต้องหาเพื่อให้ค้นยาบ้า แต่ล้วงไปล้วงมามั่วซั่ว แค่เจอคนไม่พกใบขับขี่ก็จับล้วงตูด เลยถูกเจ้านายขอร้องแกมบังคับให้ออกจากราชการ นำแสดง : เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ประชันนางเอกใหม่ใสกิ๊ก ไอซ์ – ปรีชญา พงษ์ธนานิกรร่วมด้วย  เผือก – พงศธร จงวิลาส   ป๊อบ – ปองกูล สืบซึ้ง (Calories Blah Blah)         โจ๊ก โซคูล แจ็ค – เฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ ตุ๊ยตุ่ย – พุทธชาด เอิร์ท – ธวัช พรรัตนประเสริฐ (SuckSeed)         ญาณี ตราโมช

When We First Met – “ย้อนเวลากลับไปค้นรัก(จากใจเธอ)” (2018)

หนังโรแมนติกในสไตล์ (500) Days of Summer + Groundhog Day

“When We First Met” (2018 / Netflix) เป็นหนังโรแมนติกที่บอกเล่าเรื่องราวของ Noah ชายหนุ่มแสนซื่อที่ชีวิตเปลี่ยนไป ตั้งแต่เขาได้รู้จักกับสาวสวยคนหนึ่งในคืนวันฮาโลวีน ซึ่งคุณก็คือ Avery ทั้งคู่คุยกันถูกคอไปทุกเรื่องและมีช่วงเวลาดีๆร่วมกันในคืนที่เจอะกันนัดแรก แต่ทว่าความจริงที่แสนเจ็บปวดคือความเกี่ยวพันของทั้งคู่กลับเป็นได้แค่เพื่อให้นที่แสนดีตลอด 3 ปีที่ผ่านมา จนถึงวันที่ Avery ได้ตัดสินใจหมั้นกับชายหนุ่มหล่อรูปงาม ความเจ็บปวดของ Noah (ผู้อยู่ใน “Friend Zone” มาตลอด 3 ปี) ที่ไม่อาจทนเห็นสาวในฝันลงเอยกับชายหนุ่มคนอื่นนำเขาไปสู่การย้อนเวลาผ่านตู้ถ่ายรูปโบราณ

Noah ได้รับโอกาสในการย้อนกลับไปในเช้าวันที่เขาจะได้เจอกับ Avery นัดแรกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เขาจึงพยายามที่จะทำให้ผู้หญิงคนนี้หลงรักเขาให้ได้ ผ่านการย้อนเวลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า!

แม้เนื้อหาของ “When We First Met” จะไม่ได้แปลกใหม่อะไรกับเรื่องของการย้อนเวลากลับไปแก้ไขความข้องเกี่ยวให้ดีขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีดีพอที่จะดึงดูดผู้ชมชั้นแรกก็คือบรรดาทีมดารา ทั้ง Alexandra Daddario ที่สวยมีเสน่ห์จนไม่แปลกใจที่ตัวละครเอกจะอยากย้อนเวลาไปจีบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อให้ให้ได้ครองรักกัน ร่วมด้วย Adam Devine ในบทชายหนุ่มที่รักเดียวใจเดียวและพยายาม(จนมากเกินไป)เพื่อให้ให้ตัวเองสมหวังกับสาวในฝันและ Robbie Amell ในบทชายหนุ่มหล่อที่ไร้ข้อติ ปิดท้ายด้วยสาว Shelley Hennig (จาก Ouija และ Unfriended) ที่ค่อยๆโดดเด่นขึ้นตามช่วงเวลาที่ปรากฏบนจอ

ส่วนอีกข้อที่ถือว่าหนังทำออกมาได้พอดีก็คือการหาบทสรุปของการย้อนเวลาของตัวละคร Noah กับการสะท้อนว่าบางคนนั้นเกิดมาคู่กันและตกหลุมรักกันในช่วงเวลาสั้นๆ ส่วนบางคนอาจต้องใช้เวลานานและใช้โอกาสมากกว่านิดหน่อย เพื่อให้ที่จะมองเห็นคนที่เกิดมาคู่กับเรา การที่เราได้พบเจอกับใครสักคน ไม่ว่าจะเป็นเพราะ “พรมลิขิต” หรือ “เรื่องบังเอิญ” ย่อมสร้างความสั่นสะเทือนกับชีวิตของเราได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยตัวละคร Noah เป็นตัวแทนของคนที่หลงอยู่ในวังวนความเกี่ยวเนื่องในรูปแบบเดิมๆ จนทำให้เขามองไม่เห็นหนทางหรือสิ่งอื่นๆรอบตัวได้ค่อนข้างชัดเจน

“คนที่ใช่” อาจไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่เราตกหลุมรักตั้งแต่ในนัดแรกที่เจอ ไม่ใช่คนที่เราต้องพยายามไขว้คว้ามา จนสูญเสียความเป็นตัวเอง แต่ “คนที่ใช่” บางครั้งก็อาจจะเป็นแค่คนที่เราคุยแล้วรู้สึกสบายใจที่สุดในทุกเรื่อง โดยที่ยังเป็นตัวเราเอง

โดยสรุป “When We First Met” แม้จะมีช่วงกลางเรื่องที่ตัวละครดูมีพฤติกรรมล้นๆ น่ารำคาญอยู่บ้าง แต่การที่หนังเริ่มได้น่าสนใจและมีบทสรุปที่พอดีทำให้ภาพรวมของหนังเรื่องนี้นับว่าเป็นหนังโรแมนติก คอมเมดี้ ที่ถือว่าดูสนุกเรื่องหนึ่ง มันไม่ใช่เรื่องของการเห็นความสำคัญของโอกาสในการแก้ไขเรื่องในอดีต แต่มันคือเรื่องของการให้ความสำคัญต่อโอกาสที่จะเกิดขึ้นในชีวิตครั้งต่อไป

“Fifty Shades Darker”

กลับมาสร้างกระแสความเร่าร้อนให้กับแวดวงภาพยนตร์อีกรอบสำหรับภาพยนตร์ชุด "Fifty Shade" ภาพยนตร์โรแมนติกสุดสยิวที่สร้างจากนวยายขายดีที่ตีพิมพ์ไปแล้วถึง 50 ภาษา และสร้างยอดขายไปกว่า 100 ล้านเล่มทั่วโลก โดยวาเลนไทน์ปีนี้เป็นคิวของ "Fifty Shades Darker" ภาคที่สองของหนังชุดนี้ ซึ่งเล่าเหตุการณ์หลังการเลิกลากันของ "แอนัสเตเซีย" และ "คริสเตรียน เกรย์" ทว่าความเกี่ยวเนื่องและความโหยหากันและกันของทั้งคู่กลับไม่ได้ลดลงเลย ทั้งสองกลับมาคบกันอีกรอบภายใต้ข้อผูกมัดใหม่ นั่นคือห้ามลงโทษและห้ามมีความลับต่อกัน อย่างไรก็ตาม ตัว "แอนัสเตเซีย" ก็เริ่มเคลือบแคลงใจต่อความลับในตัว "เกรย์" ขึ้นมาอีกที หลังคนในอดีตของชายหนุ่มเกรย์ได้ปรากฏตัวขึ้น ขณะเดียวกันเรื่องราวในวัยเด็กอันแสนมืดหม่นของเกรย์ก็กำลังหันกลับมาเล่นงานเขา "แอนัสเตเซีย" กับ "เกรย์" จะร่วมกันก้าวผ่านสภาวะนี้ไปได้อย่างไร ต้องลองไปชมกันในโรงภาพยนตร์ครับ

ตัวหนังได้รับการจัดให้อยู่ในเรต ฉ20 คือห้ามเด็กที่อายุต่ำกว่า 20 ปีเข้าชมภาพยนตร์ และจะทำการตรวจบัตรประจำตัวประชาชนผู้เข้าชมทุกคนด้วย

ความเห็นหลังชม:
ถ้าตัดฉากหวือหวาออกไปจากหนัง เราจะพบว่า "Fifty Shades Darker" มีโทนอารมณ์ในแง่ของความโรแมนติกเหมือนหนังตระกูลแวมไพร์ทไวไลท์อยู่ไม่น้อย ที่พูดอย่างนี้ก็เพราะในภาคนี้เราจะได้เล่นลูกอ้อนของพ่อชายหนุ่มเกรย์ และลูกงอนของสาว "แอนัสเตเซีย" มากขึ้น ซึ่งแตกต่างจากเรื่องราวในภาคแรกที่หนังนั้นอุดมไปด้วยฉากและเรื่องราวของเซ็กซ์ซะเป็นส่วนใหญ่ ส่วนตัวผมมองว่าในภาคนี้ หนังได้นำเสนอความเกี่ยวพันของตัวละครทั้งสองที่ดูเป็นเรื่องเป็นราวมากขึ้น มีหลายๆฉากที่หนังได้สร้างความฟินให้กับผู้ชม ไม่ว่าจะเป็นฉากหึงหวงแฟนสาวของนายเกรย์ที่เชื่อว่าสาวๆคนจำนวนไม่น้อยคงอยากมีชายหนุ่มเท่ๆมาแสดงออกกับเราแบบนั้น หรือจะเป็นฉากเซอร์ไพรส์ขอแต่งงานในช่วงท้ายเรื่องที่ชวนให้ผู้ชมอดอมยิ้มตามไปกับความโรแมนติกของหนังไม่ได้ และท้ายสุดก็คือฉากเซ็กซ์ที่ดูเหมือนว่าคราวนี้ข้างหญิงจะมีทีท่าของความปรารถนาเรื่องอย่างว่าที่ร้ายแรงและถี่ขึ้นจากภาคแรก ส่วนข้างชายก็จะเน้นไปที่การสร้างความตื่นเต้นในที่สาธารณะ เพื่อให้เค้นอารมณ์ข้างหญิงให้กระเจิดกระเจิงอยู่เกือบตลอด สำหรับในมุมของผู้ชมแล้ว ผมคิดว่าฉากเซ็กซ์ในเรื่องมีความจัดจ้านและชวนเสียวน้อยลงจากภาคแรก แต่กลับมีความบ้าบิ่นและท้าทายมากกว่าเดิม

ในแง่ของบทภาพยนตร์ (มองในมุมของบทหนังนะครับ หนังสือผมยังไม่เคยอ่าน) "Fifty Shades Darker" ยังดูลอยๆไม่ได้โฟกัสไปที่เรื่องราวใดเรื่องราวหนึ่งชัดเจนนัก แม้ชื่อหนังจะแปลตรงตัวว่ามันเป็นการเล่าถึงด้านมืดในอดีตของตัวพระเอก แต่หนังก็กลับนำเสนอออกมาได้บางเฉียบ ไม่มีหัวข้ออะไรที่ดูแล้วน่าหดหู่หรือน่าเห็นอกเห็นใจอะไรบ้างในตัวมิสเตอร์เกรย์เลย ตรงกันผ่าน โทนของหนังกลับออกเป็นแนวหวานแหววซะด้วยซ้ำไป ผมดูจบยังงงอยู่เลยว่ามันดาร์กตรงไหนฟร่ะ!! อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ยังน่าจะได้รับความสนใจจากผู้ชมในวงกว้างอยู่ดี เพราะหากเอ่ยถึงหนังแนวโรแมนติกที่ขายความเร้าร้อนของฉากเซ็กซ์แล้ว หนังตระกูล "Fifty Shades" นี้ก็น่าจะเป็นหนึ่งในหนังลำดับต้นๆที่ผู้คนจำนวนมากนึกถึง ซึ่งภาคสามก็กำลังจะตามมาฉายให้ชมในช่วงเดียวกันนี้ของปีหน้าครับ (ลืมบอก ผมชอบภาคนี้มากกว่าภาคแรกนะครับ หนังมีหลายรสชาติและไม่จำเจกับฉากเซ็กซ์ที่ดูจะยัดเยียดเกินไปแบบภาคแรก)

STARGATEสตาร์เกท ทะลุคนทะลุจักรวาล

สตาร์เกตเป็นภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ผจญภัยในปี พ.ศ. 2537 [7] ออกฉายผ่านทาง Metro-Goldwyn-Mayer (MGM) และ Carolco Pictures เขียนโดย Dean Devlin และ Roland Emmerich ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดตัวนัดแรกในแฟรนไชส์ Stargate กำกับการแสดงโดย Emmerich ผู้แสดงนำ Kurt Russell, James Spader, Jaye Davidson, Alexis Cruz, Mili Avital และ Viveca Lindfors พล็อตเรื่องนี้มีจุดมุ่งหมายของ “สตาร์เกต” ซึ่งเป็นอุปกรณ์รูปวงแหวนโบราณที่สร้างรูหนอนทำให้สามารถเดินทางไปยังอุปกรณ์ที่เหมือนกันในที่อื่น ๆ ในจักรวาลได้ พล็อตกลางของภาพยนตร์เรื่องนี้สำรวจทฤษฎีสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่มีอิทธิพลต่ออารยธรรมมนุษย์
ภาพยนตร์เรื่องนี้มีการต้อนรับที่สำคัญแบบผสมผสานได้รับทั้งคำชมและคำวิจารณ์สำหรับบรรยากาศเรื่องราวตัวละครและเนื้อหากราฟิก อย่างไรก็ตาม Stargate ประสบความสำเร็จทางการค้าทั่วโลก
ในปี 1994 แดเนียลแจ็คสันนักภาษาศาสตร์ชาวอียิปต์และนักภาษาศาสตร์ได้รับเชิญจากแคทคุณรีนแลงฟอร์ดให้แปลอักษรอียิปต์โบราณบนแผ่นหินหรือที่เรียกว่าหินปลอกซึ่งพ่อของคุณขุดพบในกิซ่าประเทศอียิปต์ในปี พ.ศ. 2471 แจ็คสันถูกนำตัวไปที่ การติดตั้งทัพอากาศสหรัฐและบอกกับผู้บัญชาการหน่วยดำเนินงานพิเศษผู้พันแจ็คโอนีลว่าแผนการนี้เป็นข้อมูลที่จัดประเภท แจ็กสันบอกว่าอักษรอียิปต์โบราณคือ “สตาร์เกท” ซึ่งใช้กลุ่มดาวเป็นพิกัดเชิงที่ดิน ในการเปิดเผยนี้แจ็คสันแสดงให้คิดว่าฐานนี้มีสตาร์เกตซึ่งถูกศึกษาค้นพบโดยพ่อของแลงฟอร์ด พวกเขาใช้พิกัดของแจ็คสันเพื่อให้จัดแนววงแหวนโลหะของสตาร์เกตโดยมีเครื่องหมายอยู่ด้านนอกและเมื่อทั้งเจ็ดถูกล็อคเข้าแล้วรูหนอนจะเปิดขึ้นเชื่อมต่อสตาร์เกตกับดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างไกล แจ็กสันร่วมกับโอนีลและทีมของเขาซึ่งประกอบด้วย Reilly, Porro, Freeman, Brown, Ferretti และ Kawalsky ขณะที่พวกเขาเดินผ่านรูหนอน
บนดาวเคราะห์สมุทรทรายที่แห้งแล้ง Abydos พวกเขาพบว่าตัวเองอยู่ในโครงสร้างเหมือนพีระมิด แจ็คสันพบตำแหน่งควบคุมของสตาร์เกต แต่ไม่มีพิกัดที่จะกลับบ้าน ผู้พันโอนีลสั่งให้ Reilly, Porro, Freeman และ Ferretti อยู่หลังเพื่อให้ปกป้อง Stargate ในรอบๆใกล้เคียงกลุ่มของ O’Neil ได้ศึกษาค้นพบเผ่ามนุษย์ที่ทำเหมืองแร่แปลก ๆ จากโลก แจ็กสันสามารถสื่อสารกับพวกเขาได้ในขณะที่พวกเขาพูดภาษาอียิปต์โบราณในรูปแบบต่างๆและพบว่าชนเผ่ามองว่าพวกเขาเป็นทูตของเทพเจ้ารา หัวหน้าเผ่า Kasuf มอบของขวัญให้แจ็คสันกับ Sha’uri บุตรสาวของเขาเป็นของขวัญและแม้ว่าแจ็คสันจะปฏิเสธคุณในตอนแรก แต่ในเวลาต่อมาเขาก็ผูกพันกับคุณอย่างโรแมนติก โอนีลมาเป็นเพื่อให้นกับสกาอาร่าลูกชายวัยรุ่นของคาซัฟและเพื่อให้น ๆ ของเขาส่วนหนึ่งเป็นเพราะสกาอาราทำให้เขานึกถึงลูกชายที่เสียชีวิตไปนานแล้วซึ่งยิงตัวตายด้วยอาวุธประจำตัวของโอนีล แจ็คสันได้เรียนรู้ว่าราเป็นมนุษย์ต่างดาวที่เดินทางมายังโลกในช่วงยุคอียิปต์โบราณโดยใช้เครื่องหมายซ่อนเร้นและพูดคุยกับชนเผ่า รากดขี่มนุษย์กลุ่มนี้และนำบางส่วนมายังโลกนี้ผ่านทาง Stargate เพื่อให้ขุดแร่ที่ใช้ในเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาว มนุษย์บนโลกได้ทำการปฏิวัติโค่นล้มผู้ดูแลของ Ra และฝัง Stargate เพื่อให้ป้องกันการใช้งาน ราห้ามไม่ให้มนุษย์ในเผ่ารู้หนังสือเพราะกลัวการก่อจลาจลอีก ในระหว่างการสืบสวนนี้แจ็คสันได้พบกับคาร์ทูชที่มีสัญลักษณ์หกในเจ็ดของสตาร์เกต แต่อันที่ 7 ถูกทำลายไป
คืนนั้นเรือของ Ra จอดอยู่บนยอดโครงสร้างพีระมิดเฟอร์เร็ตติและฟรีแมนถูกจับโดยทหารของราในขณะที่พอโรและไรลีย์ถูกฆ่า เมื่อแจ็คสันโอนีลบราวน์และคาวัลสกี้กลับมาพวกเขาจบลงด้วยการต่อสู้กับทหารของรา แจ็คสันและโอนีลที่ถูกจับโดยทหารของ Ra ถูกนำตัวไปต่อหน้าราและองครักษ์ของเขาซึ่งมีการเปิดเผยว่าพวกเขาเป็นเพียงมนุษย์มนุษย์ขณะที่ชิ้นส่วนหัวหุ้มเกราะของพวกเขาหดกลับ การดับเพลิงแบ่งออกและแจ็คสันถูกฆ่าและคนอื่น ๆ ถูกจับ ราวางร่างของแจ็คสันไว้ในอุปกรณ์เหมือนโลงศพที่สร้างเขาขึ้นมาใหม่ ราอธิบายให้แจ็คสันทราบว่าเขาได้พบระเบิดปรมาณูโอนีลแอบนำมาด้วยใช้เทคโนโลยีต่างดาวของเขาเพื่อให้เพิ่มพลังระเบิดของมันเป็นร้อยเท่าและขู่ว่าจะส่งมันกลับไปทางสตาร์เกต ราสั่งให้เผ่ามนุษย์เฝ้าระวังในขณะที่เขาเตรียมบังคับให้แจ็คสันประหารชีวิตคนอื่น ๆ เพื่อให้แสดงพลังของเขา แต่สกาอาร่าและเพื่อให้นของเขาสร้างความแตกแยกที่ทำให้แจ็คสันโอนีลคาวัลสกี้และเฟอร์เร็ตติหลบหนีได้โดยฟรีแมนถูกฆ่า พวกเขาหนีไปที่ถ้ำใกล้เคียงเพื่อให้ซ่อนตัวจากรา Skaara และเพื่อให้น ๆ ของเขาเฉลิมฉลองและ Skaara วาดสัญลักษณ์แห่งชัยชนะบนกำแพงซึ่งแจ็คสันจำได้ว่าเป็นสัญลักษณ์สุดท้าย
โอนีลและคนที่เหลือของเขาช่วยสกาอาราในการโค่นผู้คุมที่เหลือจากนั้นเริ่มการโจมตีราซึ่งตัวเขาเองส่งเรือรบออกไปต่อสู้กับมนุษย์ในขณะที่เขาสั่งให้เรือของเขาออกเดินทาง มนุษย์ที่อยู่ภายนอกถูกบังคับให้ยอมจำนนต่อนักบินของเรือรบเมื่อกระสุนหมด แต่คนในเผ่าที่เหลือมีลักษณะที่แท้จริงของเทพเจ้าเท็จที่เปิดเผยโดยแจ็คสันกบฏต่อต้านนักบินและโค่นล้มพวกเขา ชาอูริถูกฆ่าตาย แต่แจ็คสันพาร่างของคุณไปและแอบขึ้นเรือของราโดยใช้Systemเทเลพอร์ตทิ้งให้โอนีลต่อสู้กับอานูบิสกัปตันผู้พิทักษ์ของรา แจ็คสันวางชาอูริไว้ในอุปกรณ์ฟื้นฟูและคุณก็ฟื้นขึ้นมา แต่ราศึกษาและทำการค้นพบและพยายามฆ่าแจ็คสัน โอนีลเปิดใช้งานSystemเทเลพอร์ตฆ่าอนูบิสและปล่อยให้แจ็คสันและชาอูรีหนีออกจากเรือ โอนีลและแจ็คสันใช้เครื่องเคลื่อนย้ายมวลสารเพื่อให้ส่งระเบิดไปยังเรือของรา ระเบิดที่ตามมาทำลายยานในอวกาศพร้อมกับ Ra เมื่อมนุษย์ถูกปลดปล่อยทีมที่เหลือ (O’Neil, Kawalsky และ Ferretti) กลับมายังโลกและแจ็คสันเลือกที่จะอยู่หลังกับชาอูรีและคนอื่น ๆ

เรื่อง Yi Yi (A One and A Two) ตอนที่2

Yi Yi (A One and A Two) เป็นหนังที่ได้รับเลือกให้เข้าฉายในสายประกวดหลักที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2000 ซึ่งเป็นปีที่หยางได้รับรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมด้วย และถ้าหากไม่นับรวม In Our Time (1982) ที่ หยาง กำกับร่วมกับผู้กำกับคนอื่นๆอีก 3 คน Yi Yi ถือเป็นผลงานหนังเรื่องที่ 7 ที่หยางกำกับและเป็นเรื่องสุดท้ายในชีวิตของนักทำหนัง เพราะว่าหยางเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในปี 2007 ซึ่งถ้าหากจะวัดกับตามคุณภาพและความไม่ธรรมดาของหนังเรื่องนี้แล้ว Yi Yi ถือเป็น 1 ใน 2 หนังชิ้นมาสเตอร์พีซของหยาง ซึ่งอีกเรื่องหนึ่งก็แน่ๆว่าย่อมต้องเป็นของหนังเรื่อง A Brighter Summer Day
สิ่งที่ทำให้ Yi Yi เปลี่ยนเป็นหนังเรื่องสำคัญจากทั้งในแวดวงภาพยนตร์ไต้หวันและแวดวงภาพยนตร์โลกก็คือความชำนาญในการกำกับหนังของหยางเองในการถ่ายทอดมุมมอง, การใช้ชีวิต และความไม่ลงรอยทั้งในด้านของสังคมวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไปของคนรุ่นใหม่และรุ่นเก่าในไต้หวัน ผ่านเรื่องราวชีวิตของครอบครัวชนชั้นกลางครอบครัวหนึ่งผ่านการเล่าเรื่องที่เรียบง่ายแต่ทว่าลึกซึ้งได้อย่างแยบคาย (ซึ่งจะเขียนถึงต่อไป) โดยทางแบบสำรวจความเห็นของ Village Voice Film Poll ยกให้ Yi Yi เป็น “หนึ่งในหนังที่ดีที่สุดแห่งทศวรรษ” เทียบเคียงไปกับหนังเรื่อง La Commune (Paris, 1871) ของ ปีเตอร์ วัตกินส์ และ Zodiac ของ เดวิด ฟินเชอร์ ในขณะที่นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ไนเจล แอนดรูว์ ได้เปรียบเทียบ Yi Yi ว่าเป็น “หนังความยาว 3 ชั่วโมงที่เล่าเรื่องชีวิตครอบครัวในไต้หวันได้ดีในระดับเดียวกันกับที่ ออร์สัน เวลล์ส เล่าเรื่องการสร้างอาณาจักรหนังสือพิมพ์ในหนังเรื่อง Citizen Kane เลยทีเดียว” และในปี 2016 ทาง BBC Poll ได้ยกให้ Yi Yi อยู่ในชั้นที่ 8 หนังที่ดีที่สุดในศตวรรษที่ 21 ด้วย
Yi Yi เปิดเรื่องด้วยฉากแต่งงานของสมาชิกตระกูล เจี้ยน ครอบครัวชนชั้นกลางในกรุงไทเป ที่เริ่มด้วยความชื่นมื่นและเรียบง่ายเมื่อสมาชิกในครอบครัวรวมทั้งเพื่อให้นพ้องมารวมตัวกันแสดงความยินดีให้คู่บ่าวสาว แต่ความสงบก็ถูกแทนที่ด้วยความวุ่นวายเมื่อมีการเฉลยให้คิดว่า อาตี๋ เจ้าบ่าวแห่งตระกูลเจี้ยนมีคนรักอยู่แล้วแต่กลับไปทำผู้หญิงคนหนึ่งท้องจึงจำต้องแต่งงาน ส่งผลให้ เสี่ยวหยาน ผู้หญิงที่ควรจะได้สวมชุดเจ้าสาวเผ่านาอาละวาดถึงในงานเลี้ยง และในงานเลี้ยงนั่นเองที่ เอ็นเจ (อู๋เนี่ยนเจิน) พี่เขยของเจ้าบ่าวบังเอิญได้พบกับ เชอรี่ ผู้หญิงซึ่งเป็นรักแรกที่เอ็นเจเป็นข้างทิ้งคุณไปสมัยยังเป็นวัยรุ่นเมื่อ 30 ปี

เรื่อง ยีซุนชิน ขุนพลคลื่นคำราม ตอนที่3

ช่วยเหลือแล้วทำไมพ่อถึงรู้ว่ามันจะเกิดน้ำวน(เหตุการณ์น้ำวน ที่ช่วยให้ยีซุนชินคิดแผนล่อลวง
เรือญี่ปุ่นให้มาเจอน้ำวน ทำให้ญี่ปุ่นพลาดท่าในที่สุด)ตัวยีซุนชินเองก็ไม่รู้ เลยตอบไปว่าน่าจะเป็นความเมตตาจากสวรรค์เบื้องบนมั้งแต่จริงๆ ถ้าลำดับขั้นตอนของหนังแล้ว จะรู้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างมีโมเมนตั้มส่งเสริมกันมาตลอดแม้แต่เรื่องน้ำวน ก็สั่งสมมาจากประสบการณ์ของยีซุนชินแปลงเป็นเซนส์ที่รู้ได้เองโดยไม่ต้องนึกเหตุผลประกอบแม้ตอนนั้นจะไม่ได้รู้ชัดๆว่าน้ำวนช่วยอะไรได้แต่สุดท้ายมันก็เป็นปัจจัยนึงที่เอื้อให้ยีซุนชินได้เปรียบส่วนเรื่องของประชาชน ก็มาจากเรือลำอื่นได้เห็นความกล้าหาญ และชัยชนะช่วงต้นๆเลยเกิดความฮึกเหิม และพากันมาช่วยนั่นเองราษฎรจึงพลอยรู้สึกไปด้วยและพากันไปมาเกื้อหนุนด้วยอีกแรงทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยวยาวนานไม่ใช่แค่ปัจจัยที่เกิดขึ้นเพียงชั่วผ่านคืนยีซุนชินเป็นคนทำอะไร ทำสุด มาตลอดแล้วเป็นคนที่ช่างสังเกตช่างจดจำ รู้ธรรมชาติในสมรภูมิจนประกอบขึ้นเป็นเซนส์ในการทำสงครามเซนส์ในการปกครองลูกน้องและความกล้าหาญที่มาจากการรู้จริงในการรบบวกกับการเตรียมการเป็นอย่างดีก่อนรบจริงทั้งหมดเป็นแรงดึงดูดที่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นอย่างมีทิศทางและมีแรงทวีในการสร้างโอกาสฟลุคๆที่อธิบายไม่ได้ที่จู่ๆก็ดูเหมือนอะไรๆเป็นใจไปซะหมดจนลูกยีซุนชินยังอดสงสัยไม่ได้เลยภายหลังที่ผมได้ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะทำอะไรบางสิ่งบางอย่าง
ผมก็เริ่มศึกษาและทำการค้นพบว่าผมโชคดีในเรื่องนั้นๆบ่อยขึ้นดูผิวเผินก็มองเป็นเรื่องดวง เรื่องชะตาชีวิตแต่จริงๆแล้วมันเกิดขึ้นความสอดคล้องของความคิดและความประพฤติที่ส่งเสริมกันมาเรื่อยๆจนคนภายนอกรับรู้และสังเกตเห็นและทำให้เขาตัดสินใจยื่นมือมาช่วยในจังหวะที่เป๊ะพอดีนี่แหละ กฎแห่งแรงดึงดูดมันไม่ใช่ศาสตร์ลี้ลับแต่เป็นเรื่องของการตัดสินใจ วินัย และความต่อเนื่องเมื่อคุณตั้งความพยายามได้เด็ดเดี่ยวชัดเจนพอ
จักรวาลจะมอบของขวัญให้คุณเป็นการชดเชยเองจักรวาลก็ไม่ใช่อะไรที่ลี้ลับเลยมันก็คือทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณทำไว้เหมือนที่ผมเล่าเรื่องยีซุนชินมาทำปัจจัยเตรียมไว้ให้พร้อมขอแค่มันเป็นเรื่องเดิม เป้าหมายเดิมไม่ได้ทำจับฉ่ายเละเทะตามอารมณ์เมื่อปัจจัยถึงพร้อม ผลมันจะปรากฏเองแถมปรากฏมาแบบงงๆ จนนึกว่าฟลุคซะด้วย!บางทีโลกที่เราเห็นก็อาจจะไม่มีอะไรที่เป็นจริงมาแต่แรกแต่เมื่อคนจำนวนหนึ่งเลือกที่จะมีจุดยืนอย่างหนึ่งสิ่งนั้นมันเลยเป็นจริงและสืบทอดต่อกันมาเป็นความจริงที่คนทั่วไปปฏิเสธไม่ได้ในที่สุด

เรื่อง ฝ่า 7 นรก ไปกับพระเจ้า

เคยได้ยินคำว่า “เกิดมาครั้งเดียว จงใช้ชีวิตให้คุ้มค่า” ไหมคะ แน่ๆว่าเราย่อมคุ้นหูกับคำนี้ดี แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถทำตามนี้ได้จริง ๆ นับเป็นเรื่องยากที่เราจะทำได้ทุกอย่างที่ใจต้องการจะทำ ทั้งปัจจัยด้านร่างกาย เงินทอง เวลา ความรับผิดชอบจากการสวมหน้าที่หน้าที่ต่าง ๆ ในชีวิต คุณคิดว่าการที่เราไม่สามารถทำสิ่งที่อยากทำได้เป็นเพราะสิ่งกลุ่มนี้จริง ๆ งั้นหรือ บางทีคุณอาจจำเป็นต้องกลับไปคิดใหม่ดู เพราะแท้จริงแล้วการใช้ชีวิตเป็นหน้าที่ของเรา นับเป็นเรื่องโชคดีเหลือล้นที่เราได้เกิดมา ได้มีชีวิต แต่การไม่ยอมใช้ชีวิตที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเพื่อให้ตนเอง หรือเพื่อให้ผู้อื่น คงเท่ากับว่าเราเกิดมาเสียดายเปล่า
เรื่องย่อ : เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายของชายนักดับเพลิงคนหนึ่งชาวเกาหลี “คิมจาฮง” รับหน้าที่โดย ชา แทฮยอน เขาเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติงานช่วยเหลือคนที่หมดสติในเหตุการณ์ไฟไหม้อาคารครั้งใหญ่ เมื่อเสียชีวิต เขารู้สึกตระหนกตกใจและสับสนที่รู้ว่าตนเองได้จากโลกที่เคยอยู่ไปแล้ว และกำลังจำเป็นที่จะต้องไปอยู่อีกโลกหนึ่ง เขาพบกับยมทูต ทั้งสามคนที่มีหน้าที่มารับวิญญาณของเขาไปยังปรโลก วิญญาณที่ขึ้นชื่อว่า “วิญญาณคนดี” หรือที่ในหนังเรียกว่า “เพชรน้ำหนึ่ง” ยมทูตทั้งสามรู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบเจอกับเขา และต้องการจะพาให้เขาฝ่านรกไปให้ครบเพื่อให้ไปเกิดใหม่ภายใน 49 วัน
ผิดกับเขาที่ไม่ประสงค์จะเกิดใหม่อีกแล้ว เขาเพียงแค่อยากกลับไปหาแม่ของตนที่บ้าน เพราะเขารู้ดีว่าหากไม่มีเขาทุกคนในบ้านจำเป็นต้องอยู่อย่างลำบาก มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เขายังไม่ได้ทำเพื่อให้แม่เลย แต่ถึงกระนั้นแล้วนั่นเป็นเพียงความปรารถนาที่เป็นไปไม่ได้ นรกที่เขาต้องประสบมีทั้งหมด 7 ขุมด้วยกัน โดยแต่ละขุมจะเป็นการลงโทษบาปที่เขาเคยก่อเอาไว้ตั้งแต่ตอนยังมีชีวิตอยู่ ซึ่งเหล่ายมทูตต้องมีหน้าที่พาเขาผ่านพ้นนรกแต่ละขุมไปให้เร็วที่สุด
เพื่อให้ที่ว่าเขาจะเปลี่ยนเป็นวิญญาณที่พวกเขาช่วยให้เกิดใหม่ได้เป็นดวงที่ 48 เมื่อใดที่ครบ 49 ดวง ตอนนั้นเหล่ายมทูตจึงจะได้ไปเกิดใหม่ แต่การที่จะผ่านนรกทั้ง 7 ขุมนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะนอกจากความโหดในการตัดสินพิจารณาจากเทวดาแล้ว บนโลกมนุษย์ที่เขาจากมาความวุ่นว่ายจากครอบครัวของเขาก็มีพ้นต่อเนื่องมายังตัวเขาเองอีกด้วย ต้องคอยลุ้นกันว่าเขาจะสามารถฝ่านรกและไปเกิดใหม่ได้สำเร็จหรือเปล่า หรือเขาจะแปลงเป็นวิญญาณที่ถูกจองจำจากบทลงโทษของตนเองกันแน่!
ความโดดเด่นของหนัง : พล็อตหนังเรื่องนี้ค่อนข้างน่าสนใจ ทำให้เรามองเห็นมุมมองด้านโลกหลังความตาย ความเชื่อเกี่ยวกับวิญญาณในประเทศเกาหลีใต้ได้ดีขึ้น ดูจากยมทูตในหนังหลายเรื่องมักถ่ายทอดออกมาเป็นร่างที่ค่อนข้างสุขุม ใส่เครื่องแบบที่ไม่ได้ดูต่างจากมนุษย์ ทั้งยังไม่ได้ดูชั่วร้ายเสมือนว่าเป็นตัวกลางระหว่างโลกของคนเป็นและคนตายเพียงแค่นั้นนอกจากนี้การดำเนินเรื่องยังสามารถขยี้อารมณ์ของคนดูได้เกือบทั้งเรื่อง คือพูดได้ว่าร้องไห้กันจนจบเรื่องไปเลย เอาให้ตาบวม!! ฉากดราม่าสามารถถ่ายทอดอารมณ์ของดาราได้ค่อนข้างดี กินใจ ดูแล้วอินตาม ดูเป็นธรรมชาติและพอดีค่ะ
เหตุผลที่พลาดไม่ได้ : นอกจากการดำเนินเรื่องที่ดีแล้วต้องบอกเลยว่าหนังเรื่องนี้จะสามารถเปลี่ยนชีวิต เปลี่ยนความคิดของคนที่ดูได้ไม่มากก็น้อยเลย เพราะเชื่อเหลือเกินว่าคนที่ดูหนังเรื่องนี้จบควรต้องอยากใช้ชีวิตของตนเองในวันนี้และทุก ๆ วันให้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ใครที่กำลังใช้ชีวิตอย่างเลื่อยล่อก็อาจมีไฟในการเดินหน้าต่อไป และทำให้เราหันกลับไปมองครอบครัวของเราว่าเราให้ความสำคัญ ให้เวลากับพวกเขาอย่างสุดกำลังและดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้แล้วหรือยัง
ความรู้สึกหลังได้ชม : แม้ว่าการดำเนินเรื่องจะทำได้ดี แต่มีบางฉากที่ทำให้คนดูงงได้ง่าย ๆ เช่น การแปพอดีของตัวละคร หรือการย้อนเวลา การกลับจากโลกคนเป็นไปปรโลก ควรปรับปรุงการเปลี่ยนฉากตรงนี้ การตัดต่อด้าน CG ทำออกมาดี ไม่ได้รู้สึกขัดใจอะไรแต่เชื่อว่าทางทีมสร้างสามารถพัฒนาผลงานได้ดีขึ้นกว่านี้ ก็ขอเป็นข้อเสนอแนะ โดยรวมรู้สึกเห็นอกเห็นใจและเศร้าไปกับตัวละครหลัก เพราะเชื่อว่าคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ใช้ชีวิตเป็นเสาหลักให้ครอบครัวไม่มีใครที่ทำใจได้ง่ายถ้ารู้ว่าคนที่เรารักต้องอยู่ต่อโดยที่ไม่มีเรา แต่ก็นั่นแหละค่ะ เพราะทุกชะตาชีวิตของมนุษย์ถูกกำหนดมาแล้ว 30% ส่วนอีก 70% คือเราขีดเขียนขึ้นมาเอง